ฝากแปะ อยากเก็บไว้ (ทางฟีดจะเข้าเมล เลยมาแปะที่นี่) เป็นบ่นยาว ก่อนเลิกเขียนบล็อก ตั้งใจว่าจะเลิกเขียนบล็อก เบื่อแล้ว นิสัยแบบนี้ ไร้แก่นสารทุกวัน ๆ
อ่านจนตาลาย ให้พูดตรง ๆ จากใจเลยนะ
เราคิด (จากความรู้สึกส่วนตัวจริง ๆ) ว่า
การประโคมกระแส การเรียนต่อ เป็นโฆษณาธุรกิจด้านการศึกษา (นี่คือธุรกิจที่น่ากลัวมาก เพราะต่อไปจะกลายเป็นเงินทำได้ทุกอย่าง หวังว่าจะเข้าใจว่าเราหมายถึงอะไร และไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมความเคารพนับถือกันของสถาบันการศึกษาถึงได้ลดน้อยลง เพราะว่าคนได้มองตรงนี้เป็นการแลกเปลี่ยนด้วยเงินไปหมดแล้ว)
....................
แถมบางทีเข้าไปก็เจออะไรแบบนี้
ความคิดเห็นที่ 158 โดย: ศิษย์ล้างครู เขียนเมื่อ 14:15 น. 2 ก.พ. 2009
avatar
ดิฉัน ตั้งใจมากจนจบภายในสองปี เกรดเฉลี่ยสวยหรู แต่อาจารย์กลับหมั่นไส้ แถมก่อนจบเรียกไปคุยถามว่ามันง่ายนักหรือไงปริญญาโทที่นี่หน่ะ ผมจะให้เกรดวิชาสุดท้ายของคุณ (ซึ่งอาจารย์เป็นเจ้าของวิชาและเป็นเจ้าของเมเจอร์ที่เรียน) ผมจะให้คุณต่ำที่สุด คุณจะได้เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 3.7 ดิฉันก็เลยตอบไปว่าที่ตั้งใจเรียนเพื่อให้จบเร็วเป็นเพราะดิฉันมีปัญหาทาง การเงินค่ะ แต่อาจารย์จะให้อะไรก็สุดแล้วแต่อาจารย์ สุดท้ายอาจารย์ให้มาต่ำสุดในระดับจริงๆ อ้างว่าผลงานไม่ดี แต่พอรวมกับทุกวิชาแล้วดิฉันก็ยังได้ 3.7 เหมือนเดิม ดิฉันไม่เคยลืมมหาลัยแห่งนี้เลยค่ะ emoticon
IP IP: 125.25.149.XXX
................
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราอยากจะใส่ใจ เราใส่ใจตรงนี้ต่างหาก
คุ้มไหม กับการลงทุน (เคยได้ยินมาว่า คำว่าการศึกษา อย่าหาคำว่าคุ้มค่า เพราะไม่มีวันคุ้มค่า มีแต่ว่าคุ้มไหมในความรู้สึกของผู้ที่ได้รับการศึกษา ทุนในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงแค่เงิน แต่หมายถึงเวลา และโอกาส และอื่น ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องทั้งหมด)
จริง ๆ แล้ว ถ้าจะอยากจะให้ลูกน้องเพิ่มคุณสมบัติอะไร (กรณีเจ้านายไล่ลูกน้องให้ไปเรียนต่อ หากลูกน้องอยากเงินเดือนขึ้น ถ้าไม่ไปเรียนต่อก็เอาเงินเดือนแค่นี้แหละ) ให้มีมากขึ้น ให้ทำงานเรื่องอะไรได้ดีขึ้น ทำไมถึงไม่ใช้การเทรนนิ่งของหน่วยงานเอง (หน่วยงานจัดหามาเทรนด์เอง) บางครั้งการไปเรียนต่อ เราว่าก็ไม่ได้ แก้ปัญหาตรงจุดนัก (อาจทำให้เสียเวลา และทำให้งานเสียมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะอาจเอาการบ้านมานั่งทำในที่ทำงาน ใช้ลูกน้องช่วยทำ น่าจะไปเทรนเป็นจุด ๆ เป็นเรื่อง ๆ เอาก็ได้ เราว่าถ้ามันมีผลต่อความเป็นความตายเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน คนก็ตื่นตัวได้เหมือนกัน และน่าจะลดการสิ้นเปลืองหลาย ๆ สิ่งเช่นค่าใช้จ่าย และเวลาได้ด้วย) ยกเว้นว่า จะต้องการใช้ชื่อเสียงของสถาบันมาช่วยการโปรโมต ถึงต้องสั่งให้ไปเรียนที่อื่น ที่นู่นที่นี่
และสุดท้ายจริง ๆ คนที่ไม่มีประสบการณ์การทำงาน +ยังไม่ไบรท์พอ อย่าเรียน เพราะคุณจะพบทางตันของชีวิตได้ โดยเฉพาะการไปเรียนในสาขาที่ไม่ได้ชอบ หรือรักที่จะเรียนจริง ๆ แต่ดันต้องเรียนด้วยเหตุผลใดใดก็ตาม (เพราะแม้จะเจอแค่ปัญหาเล็กน้อยในความรู้สึกของคนอื่น แต่มันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่มากของคุณ เพราะว่าคุณยังขาดประสบการณ์ และบางทีก็อีแค่ใบปริญญาใบเดียวมันไม่สามารถเป็นแรงจูงใจที่แรงพอให้คุณอยู่ต่อได้)
ที่สำคัญสุดขอพูดตรง ๆ เลยนะคะ
คุณคิดว่าการศึกษาทุกวันนี้ สอนให้คนคิดดีคิดพัฒนาเพื่อส่วนรวมเป็น หรือสอนแค่ให้คนเป็นไปในแบบที่คนที่มีอำนาจเหนือกว่าคิด เท่านั้น
อยากให้คนรู้ อยากให้คนเข้าใจอะไร ทำไมถึงไม่สอน
ทำไมถึงไม่เอามาเผยแพร่ในวงกว้าง ปล่อยฟรีในเน็ต ใครมาเรียนก็ได้ คนจะได้รู้ ฉลาด ทำเป็น เอาไปพัฒนาประเทศชาติ
ทำไมถึงต้องรอให้ถามว่า "คืออะไร เป็นยังไง" แล้วต้องโดนสวนกลับมาว่า "เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ทำไมถึงไม่รู้" ถ้ามันง่ายจริง ทุกคนก็น่าจะรู้ นอกเรื่องนิด เหมือนที่เราสอนแต่งเพลง จริง ๆ คือเราตั้งใจจะสอนวิธีการอยู่กับตัวเอง หรือวิธีการทำสมาธิของเราไง ซึ่งแต่ใครจะลอกเลียนวิธีการที่เราเล่า เอาไปทำมาหารับประทาน เราก็คงไม่เดือดร้อน เพราะเราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะคิดสิ่งนี้ได้คนเดียว อาจมีคนคิดได้ แต่ไม่พูดไม่เล่า และเราก็ไม่เคยได้เรียนรู้จากพวกเขา เพราะว่าเราไม่เคยเห็นใครเผยแพร่เรื่องนี้ฟรี ๆ ไม่เคยคิดจะเสียเงินไปเรียน เพราะว่าเราไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้ควรเป็นการค้า ตามความรู้สึกของเรา เพราะเรามองเห็นช่องโหว่และปัญหาที่จะตามมาอีกมากมาย เหมือนที่เห็นที่เป็นอยู่ (เฮ้ย แต่ถ้าใครลอกเพลง ก็ตามที่แช่ง!!! ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจตนา) ถ้าหากคนอ่านบล็อกสอนแต่งเพลงของเราไปแล้ว ทำให้เขาสามารถแต่งเพลงออกมาได้เป็นเพลง ๆ ทำได้กันหมดทุกคน เราถือว่าโอเค เป็นสิ่งที่ดี เราจะยินดีและมีความสุขมาก เพราะนี่น่าจะเป็นการทำให้คนมีกิจกรรมดี ๆ ทำเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกิจกรรมโดยที่ไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่แดงเดียว (ที่เห็นเป็นตังค์ชัด ๆ อ่ะนะ) ไม่ได้จะบอกว่าเราประเสริฐอะไร ไม่ต้องเตรียมคิดคำด่า เราแค่จะบอกว่า เราทำตามคำพูดนี้ "อยากให้คนรู้อะไร ก็ต้องสอน ไม่ต้องรอให้ใครถาม" ยกเว้นว่า ไม่อยากให้รู้ ก็จบ - ไม่ต้องพูดมาก ไม่ต้องสร้างภาพ เพราะหลายครั้ง เราพบเห็นความใจแคบของนักวิชาการบางคน (หรือบางคนที่อ้างว่าเชี่ยวชาญ) แล้วทำให้เกิดคำถามว่า สิ่งนี้ "มัน" มีเขาเพียงคนเดียวเหรอที่คิดได้ เขาเป็นคนแรกที่คิด "มัน" ได้-จริงเหรอ? ซึ่งเราเชื่อว่าไม่ใช่ อาจมีคนคิด "มัน" ได้ แต่ดันไม่พูด ดังนั้นคุณไม่ต้องสนใจหรอกว่า "มัน" จะมาจากไหน สนแค่ว่า "มัน" จะช่วยทำให้คนในประเทศชาติหรือในโลก มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ไหม และจะทำได้อย่างไร จะดีซะกว่า (เราสนใจคนที่เผยแพร่มากกว่า คนที่เผยแพร่แบบที่ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอ่ะ น่านับถือมาก เพราะเป็นคนที่ทำให้ความรู้กระจายออกไป แต่ยังไงซะเราก็ไม่ลืมหรอกว่าครูสำคัญ (ครูหรืออะไรหรือใครที่เป็นต้นคิดคนแรก) เรานับถือและมีครูเหมือนกัน ถ้าใครสอนเรามา เราก็ไม่ลืมบุญคุณ เราเรียนรู้จากไหนจากใคร เราจะอ้างอิงให้หมด เพราะถ้าไม่มีเขา ก็คงไม่มีความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นในหัวเรา เราถึงได้ให้ความสำคัญกับแรงบันดาลใจมาก เพราะถึงไม่มีครูที่เป็นคน (เพราะบางเรื่อง ไม่เคยมีใครมาสอน) สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา ก็ยังสอนเราได้ เราก็ยังเรียนรู้ได้)
เรื่องนี้มันมีหลายมุมและไม่ใช่จากมุมของเรา ความคิดเห็นที่ 311 และ ความคิดเห็นที่ 308 ที่เรายกมาใส่ในกล่องคอมเม้นต์อันก่อนหน้านี้ เขาตอบไว้ได้ชัดแล้ว
สุดท้าย ก็สุดแต่ว่าคนจะเลือกมองให้มันเป็นอย่างไร
และก็อยู่ที่ว่า คนจะเลือกทำให้มันเป็นอย่างไร
จาก http://pranitee.multiply.com/journal/item/82/82
บ๊ายบาย
Labels: การศึกษา, จุดประสงค์ที่แท้จริง, มุมมอง, เลิกเขียนบล็อก, แอบแฝง


0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
<< Home